สรุปเนื้อหางาน IDC FinTech Innovation Summit #2

//สรุปเนื้อหางาน IDC FinTech Innovation Summit #2

สรุปเนื้อหางาน IDC FinTech Innovation Summit #2

By | 2018-11-13T18:31:28+00:00 November 13th, 2018|

Part 2: Innovation in Practice

การสร้างนวัตกรรมในภาคปฏิบัติ: ปฏิบัติการการสร้างเทคโนโลยีเพื่ออนาคต

คุณธนา โพธิกำจร Head of Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดประเด็นว่าด้วยเรื่องของการสร้างนวัตกรรมเอาไว้ดังนี้:

“ใน 5 ปีที่ผ่านมา ใคร ๆ ได้พูดถึงคำว่า ‘นวัตกรรม’ โดยเฉพาะในวงการธนาคาร เราจะเห็นว่า เราทำมาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งแล็บนวัตกรรม การจัดตั้งทีมนวัตกรรม การแต่งตั้งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรม คือเราทำมาแทบทุกอย่างที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ ผมจะมาเล่าถึงทั้งความล้มเหลว และความสำเร็จของเรา”

หากจะพูดถึงคำว่า Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงจากการแทรกแทรงของเทคโนโลยี หลายคนอาจไม่คาดคิด ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุดก็คือกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ในขณะที่เป้าหมายหลักของธนาคารคือการส่งมอบคุณค่าทางการเงินให้กับลูกค้าให้ได้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกค้าของธนาคารในปัจจุบันกลับมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ ลูกค้าของเราเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับการแบ่งปันความสุขและประสบการณ์มากกว่าก่อน พวกเขามีความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตและเวลาร่วมกับเพื่อนฝูง ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน การเดินทางร่วมกัน พวกเขามีความสุขที่จะใช้ช่วงเวลาสำคัญ ๆ ในชีวิตกับผู้คนที่เขารัก และเพราะเหตุนี้ เราจึงเริ่มเห็นการแทรกแซงของผู้เล่นใหม่ในวงการธุรกิจ โดยผู้เล่นใหม่เหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มบริษัทที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้เร็วกว่าเรา ยกตัวอย่างเช่น มาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใครจะไปคาดคิด ว่าคู่แข่งของมาม่าจะมาในรูปแบบของ LINE Man หรือ Food Panda หากลองนึกดู คุณค่าของมาม่า คือความสะดวกในการแก้ปัญหาความหิวได้อย่างทันท่วงที แต่ในปัจจุบัน ปัญหาความหิวสามารถแก้ได้แค่ปลายนิ้ว เพียงคุณกดปุ่มสั่งอาหาร ก็จะมีคนนำมาส่งให้คุณถึงบ้าน ดังนั้น LINE Man และ Food Panda จึงกลายเป็นสะดวกและ “สำเร็จรูป” ยิ่งไปกว่ามาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียอีก

สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน เราเริ่มจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของลูกค้าเช่นเดียวกัน ด้วยความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูล ส่งผลให้ลูกค้าของเราเริ่มมีปัญหาในการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้สั้นลง ดังนั้นเราจึงต้องใช้พละกำลังสูงมากเพื่อที่จะดึงความสนใจของลูกค้าในระยะเวลาที่จำกัด

การแทรกแซงของบริษัท FinTech กับการร่วมมือ (Fintegration)

หลายปีที่ผ่านมา เราได้มีการพูดถึงเรื่องการแทรกแซงของ FinTech ที่จะมากระทบธุรกิจธนาคาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกลายเป็นการที่ธนาคารและ FinTech หันมาให้ร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น หรือที่เราเรียนกว่า Fintegration สาเหตุเป็นเพราะว่า FinTech ล้วนประสบปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ หรือหน่วยงานภาครัฐ FinTech จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพึ่งอาศัยความร่วมมือจากภาคธนาคารเพื่อให้การทำงานของพวกเขาสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะที่เหล่า FinTech ล้วนมีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับธนาคาร กับกลายเป็นฝ่ายธนาคารเองที่ไม่มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับ FinTech

ถึงแม้ว่าธนาคารจะรู้ดีว่าเราจำเป็นที่จะต้องสร้างศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ในยุคดิจิทัล เรารู้ดีว่าเราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการบริหารงานแบบเดิม ๆ เพื่อก้าวให้ทันพัฒนาการของยุคดิจิทัล เราพยายามอย่างหนักหน่วงที่จะผลักดันการพัฒนาทางด้านดิจิทัล แต่ไม่ส่งผลเท่าไหร่นัก สาเหตุเพราะธนาคารมีระบบระเบียบเยอะเกินไปในการบริหารงาน ทำให้เราสามารถเคลื่อนตัวได้ช้าและไม่ทันท่วงที เพราะเหตุนี้ ธนาคารหลายธนาคารจึงได้ก่อตั้งบริษัทลูก แยกตัวออกมาจากบริษัทแม่ เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและพัฒนาการที่เร็วยิ่งขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นบริษัทลูก ก็ยังประสบปัญหาในการประสานงานกัน

อย่างไรก็ตาม คุณอาจสังเกตเห็น ว่าในช่วงที่ผ่านมา SCB ได้ทำการพัฒนาแอพพลิเคชั่น SCB Easy ได้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการผันตัวจากแอพพลิเคชั่นให้บริการทางการเงินทั่วไป มาเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบโจทย์ Lifestyle ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุณธนาได้เล่าถึงพัฒนาการของแอพพลิเคชั่น SCB Easy ในการเข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาของชีวิตลูกค้า ด้วยสโลแกนที่ว่า ‘เราจะเป็นทุกอย่างเพื่อคุณ’ เพราะธนาคารรู้ดีว่าจุดแข็งของธนาคารคือการให้บริการทางด้านระบบชำระเงิน ดังนั้นธนาคารจึงเล็งเห็นโอกาสในการใช้ช่องทางการชำระเงิน เพื่อแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของชีวิตของลูกค้า

ถึงอย่างนั้น คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับธนาคารก็ไม่ได้มาในรูปแบบของบริษัท FinTech เสมอไป แต่คู่แข่งที่ธนาคารกลัวคือผู้เล่นหลักอย่าง Facebook LINE Instagram YouTube และ Lazada นั่นก็เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนมีบทบาทในทุก ๆ ช่วงเวลาของชีวิตผู้คน รวมถึงบริษัทเหล่านี้มีข้อมูลที่ทำให้พวกเขาสามารถทำความเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่าธนาคาร และธนาคารรู้ดีว่าหากจะอยู่รอดได้ในอนาคต ธนาคารจะต้องทำความเข้าใจลูกค้าของพวกเขาให้ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้

และด้วยความคิดนี้ คุณธนาจึงได้เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะทำความเข้าใจข้อมูลการใช้งานแอพพลิเคชั่นของลูกค้า และเริ่มพัฒนาระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้า เพื่อที่จะทำการคาดเดารายจ่ายที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีความแม่นยำสูงถึง 65% และนี่อาจจะเป็นสะพานที่จะทำให้เขาสามารถพัฒนาระบบทำนายความเสี่ยงในการปล่อยกู้จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าได้

โครงสร้างการให้บริการแบบ Microservice – การพัฒนาแบบ Agile

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มเห็นว่าธนาคารที่เคยเชื่องช้าด้วยระบบการบริหารงานแบบโบราณกลับเริ่มมีพัฒนาการที่เร็วขึ้น ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้อยู่ในความพยายามที่จะโปรโมทเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เพิ่มมากขึ้น และการทำงานที่สามารถขยายผลได้เร็วยิ่งขึ้น โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้ใช้ระบบการแบ่งย่อยส่วนงาน และพัฒนาในส่วนต่าง ๆ โดยแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบระหว่างกัน และส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดมาจากการเปิดแพลตฟอร์มให้เกิดความร่วมมือระหว่างนักพัฒนาโปรแกรมจากข้างนอกผ่านระบบ Partner Collaboration API โดยการใช้ API มาตรฐานเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้

และเพื่อโจทย์คือ “เราจะพัฒนาได้ไวขึ้นได้อย่างไร?” คุณธนาจึงได้อธิบายถึงรูปแบบการทำงานของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ออกมาได้เร็วขึ้น โดยการแบ่งย่อยส่วนงานออกเป็นกลุ่มย่อย หรือที่พวกเขาเรียกว่า Squad ซึ่งทีม Squad เหล่านี้จะเปรียบเสมือนทีม Startup ย่อย ๆ ที่มีหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใดบริการหนึ่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคิดค้นไอเดียไปจนถึงการพัฒนาเพื่อนำออกมาใช้งานจริง โดยทุก ๆ 3 สัปดาห์ พวกเขาจะเข้าสู่กระบวนการ “Sprint” เพื่อพัฒนา solution ใหม่ ๆ ให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผ่านขั้นตอนดังนี้

แล้วเราจะสามารถทำให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกันได้อย่างไร? คำตอบของคุณธนาคือ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกันได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำให้คนในทีมมีความสุขกับการทำงานได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณจะทำอย่างไรให้คนในทีมมีความสุขกับการทำงาน และสามารถส่งผลงานออกมาได้ตรงตามกำหนด ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการนำระบบพี่เลี้ยงมาใช้ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของคนในทีม

และท้ายที่สุด คุณธนาได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน ว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยี คือ คน ดังนั้นการทำความเข้าใจลูกค้าจากข้อมูลเชิงลึกจึงนับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

Supergrid Ecosystem: ความร่วมมือในอนาคต

Sui-Jon Ho, Research Manager จาก IDC Financial Insights APAC ได้เปิดประเด็นในเรื่องของแนวคิด “Open Banking” และการทำความเข้าใจคำว่า “Open Banking” ที่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เปิดกว้างอย่างที่เราคิด ซึ่งหากจะทำความเข้าใจประเด็นของการเปิดกว้างของโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีแล้วนั้น เราอาจต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบของ “Open Banking” ในยุคปี 2018

Sui-Jon Ho กล่าวว่า หากเราจะทำความเข้าใจว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางไหน เราอาจต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นของเราก่อน โดยหากย้อนกลับไปดูแล้ว เราจะค้นพบว่าจุดเปลี่ยนนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2009 หรือปีที่ smartphone เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตผู้คนมากขึ้นนั่นเอง

จุดเริ่มต้นของตลาดที่มีผลิตภัณฑ์เป็นจุดศูนย์กลาง

วงการการเงินเริ่มมาจากการมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเป็นศูนย์กลางของการสร้างนวัตกรรม โดยธุรกิจการเงินและการธนาคารจะเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสิ่งที่พวกเขาเห็นและเข้าใจได้ดี ดังนั้นคำถามในช่วงเวลานั้นจึงมักจะเป็น “เราจะเสนอผลิตภัณฑ์เงินกู้ที่มีราคาที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร?” หรือ “เราจะเสนอผลิตภัณฑ์ในการลงทุนที่ดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้นได้อย่างไร?” – และกุญแจสำคัญมักจะเริ่มต้นที่ผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ นั่นคือในสมัยที่เรายังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากมายเท่านี้ ดังนั้นเราจึงไม่มีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในการพัฒนานวัตกรรม

จากผลิตภัณฑ์ กลายเป็นลูกค้าคือศูนย์กลาง

เมื่อเวลาผ่านไป และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายมากขึ้นจากการปรากฎตัวขึ้นของ smartphone ส่งผลให้บริษัทด้านการเงินและการธนาคารเริ่มมองเห็นโอกาสที่พวกเขาไม่เคยเข้าใจมาก่อน นั่นก็คือการพัฒนานวัตกรรมโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางจากการทำการตลาดผ่าน “Moment of Truths” อย่างไรก็ตามก็ยังติดอุปสรรคในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าผ่านกฎหมายป้องกันข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค

จากการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางสู่การยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

ปัจจุบัน การสร้างนวัตกรรมทางการเงินเริ่มมีการหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจในความต้องการของมนุษย์มากขึ้น หรือที่เรียกว่า Human-Centric Innovation ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างการยึดเอาความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางและการทำความเข้าใจความต้องการของมนุษย์ก็คือ การที่บริษัทสามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าตัวลูกค้าเอง เพราะหลายครั้ง โอกาสในการสร้างนวัตกรรมเกิดจากการที่แม้แต่ลูกค้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ดังนั้น การทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกคือจุดเปลี่ยนของการสร้างนวัตกรรม นั่นเพราะข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้บริษัททำความเข้าใจการตัดสินใจซื้ออย่างฉับพลันโดยไม่รู้ตัวของลูกค้าได้ดีกว่าตัวลูกค้าเอง

การทำงานร่วมกับ FinTech

Sui-Jon Ho เผยถึงสถิติในปัจจุบันที่ระบุว่า 27% ของการลงทุนในด้าน IT เป็นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในขณะเดียวกัน เราเริ่มจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของบริษัททางการเงินที่เริ่มที่จะก้าวสู่การลงมือร่วมกันสร้างธุรกิจเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจจริงมากขึ้น จากเดิมที่ยังอยู่ในช่วงสำรวจถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนการลงทุนทางด้าน IT เริ่มขยายไปถึงการลงทุนกับธุรกิจรูปแบบใหม่เพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 16% ในทุก ๆ ปี Sui-Jon Ho ยังเผยอีกว่าปัจจุบันมีธนาคารกว่า 61% ที่เริ่มจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท FinTech และ 90% ของธนาคารทั้งหมดล้วนมีการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรม และ 70% ของธนาคารทั้งหมดมีการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าหน้าที่นวัตกรรม แต่การทำงานร่วมกับ FinTech ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง Sui-Jon Ho เผยถึงผลการสำรวจของ IDC ที่ระบุว่า 1 ใน 4 ของ Startup ที่ได้รับการลงทุนจาก VC มักจะล้มเหลวภายในปีแรก และ 50% มักจะล้มเหลวภายใน 4 ปี นอกจากนั้น 95% startup ที่ได้รับการลงทุนจาก VC ปัจจุบันยังไม่สามารถทำกำไรได้ และมีเพียง 1 ใน 35 เท่านั้นที่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการลงทุนใน FinTech Startup อาจจะดูไม่หอมหวานนัก แต่การจับมือร่วมกับ FinTech ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาธุรกิจการเงินและการธนาคาร อาทิเช่น:

ถึงแม้ว่าการจับมือกันเพื่อสร้าง Channel Distribution จะเป็นที่แพร่หลายมากที่สุด แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าการแบ่งปันข้อมูลผ่าน API นั้นมีศักยภาพสูงในการพัฒนา FinTech นอกจากนี้ธนาคารและสถาบันการเงินยังได้รับประโยชน์จากการ outsource กระบวนการทำงานบางส่วนให้กับบริษัท FinTech ที่มีความคล่องตัวกว่า และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ในส่วนของการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และการใช้ประโยชน์จากการแนะนำและการออกแบบของลูกค้าเพื่อหาลูกค้าเพิ่มนั้น มีบริษัท FinTech หลายรายที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำได้ดีกว่าในด้านนี้ โดยเฉพาะในรูปแบบ Peer-to-Peer

Sui-Jon Ho ทิ้งท้ายในเรื่องของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินและ FinTech เอาไว้ด้วยคำถาม 3 คำถาม:
1. การร่วมมือกันในรูปแบบไหนที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจหลักของคุณ
2. ใครที่จะสามารถทำให้คุณมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ได้
3. คุณจะสามารถช่วยส่งเสริมผู้ที่จะมาแทรกแซงธุรกิจของคุณได้อย่างไรบ้าง

Innovator Tech Talk: SAS Thailand

เวที Innovator Tech Talk ในวันนี้ เปิดตัวมาด้วย คุณ Wichit Srikreephuthana จากบริษัท SAS Software (Thailand) Co., Ltd. และกลยุทธ์ในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล ด้วยการที่โลกกำลังถูกคลื่นของการเปลี่ยนแปลงซัดกระหน่ำจากการพัฒนาของอินเตอร์เน็ต SAS Software (Thailand) เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะสร้างจุดเปลี่ยนจากการสร้างเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีศักยภาพสูงสุด ดังนั้น นโยบายของ SAS คือการสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดโอกาสสำหรับการสร้างความร่วมมือ การขยายผล ความยืดยุ่น และ การทำซ้ำ ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย SAS Thailand ได้เสนอการให้บริการลูกค้าในการให้บริการด้าน Streaming Analytics และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในรูปแบบของ SAS generated insight

คุณวิชิตได้พูดถึงข้อจำกัดหลักของระบบสมองกลในปัจจุบัน:
1. การได้รับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
2. การใช้เวลาในการสร้างโมเดลการประมวลข้อมูลเชิง interactive
3. การถดถอยทางด้านประสิทธิภาพของโมเดล
4. ความต้องการของทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์
5. ความขาดแคลนทางด้านโครงสร้างเพื่อสนับสนุนกระบวนการประเมินผลตลอดอายุการใช้งาน

ซึ่ง SAS Thailand สามารถที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดทั้ง 5 ข้อได้ด้วยระบบการจัดเก็บข้อมูลเชิงภาพ และระบบสมองกลที่บริษัทพัฒนาขึ้น และเพราะระบบของ SAS Thailand สามารถรองรับภาษาในการพัฒนาโปรแกรมได้ทุกภาษา ทำให้ระบบสามารถรองรับเทคโนโลยีได้ทุกประเภท

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: IDC FinTech Innovation Summit 2018

About the Author:

Corporate Communications
OPEN-TEC website uses cookies to give you the very best experience. Cookies also help us understand how our website is being used. If you continue without changing these settings on your browser, you consent to our Cookie Privacy Policy.