5G เขย่าอนาคตไทย “ฐากร ตัณฑสิทธิ์”

//5G เขย่าอนาคตไทย “ฐากร ตัณฑสิทธิ์”

5G เขย่าอนาคตไทย “ฐากร ตัณฑสิทธิ์”

By | 2020-04-24T14:38:16+00:00 April 24th, 2020|

เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเริ่มจากยุค 1G เมื่อราวปี ค.ศ. 1979 ที่เราพูดคุยกันด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือร่างยักษ์ในระบบอนาล็อก เข้าสู่ยุค 2G เริ่มส่งข้อความ MMS หรือ Multimedia Messaging Service หากัน ถัดมายุค 3G เราสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ เริ่มสัมผัสกับ High Speed Internet  กระทั่ง 4G เราสามารถ Video Call ดูภาพ เสียงหรือหนังออนไลน์ได้ด้วยความรวดเร็ว รวมถึง Work from home ในยามสถานการณ์โควิด-19 ระบาด พวกเราสามารถประชุมร่วมกันผ่านแอปพลิเคชัน อย่าง Zoom ก่อนส่งงานและข้อมูลให้กับเจ้านายผ่าน Dropbox

จาก 4G วันนี้พวกเราคนไทยกำลังจะก้าวไปอีกขั้นสู่ยุค 5G อย่างเต็มตัว ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสใหม่สู่ผู้คน สังคม และธุรกิจ

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สัมภาษณ์ทีมงาน OPEN-TEC ว่า 5G จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพื้นฐานแทบทุกด้านของไทยทั้งทางกว้างและทางลึก กระทบกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาคการผลิตอย่างกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก กระทั่งผู้บริโภคทั้งในเมืองและชนบทที่อยู่ห่างไกล

ปัจจุบันผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการมือถือในประเทศ อยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์และโครงข่ายต่างๆ คาดว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน 2563 พื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครอย่าง สยามสแควร์, ราชประสงค์ จะเป็นที่แรกที่สามารถใช้บริการ 5G ได้ในไทย และไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคม 5G จะขยายครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

 

ต่อไปนี้คือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 5 ด้านที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ตามความคิดเห็นของ เลขาธิการฯ กสทช.

1.ภาคการผลิต

ปัจจุบันภาคการผลิตบริษัทส่วนใหญ่ในไทยยังคงพึ่งพาแรงงานคนราว 40 เปอร์เซ็นต์ หลังจากเทคโนโลยี 5G เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ คาดว่าผู้ประกอบการจะลดการพึ่งพาแรงงานและหันมาใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ดังที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากคนสู่ระบบหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ เรียกว่าพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things: IoT) จนนำไปสู่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ได้ปริมาณเท่าเดิม โดยใช้จำนวนคนที่น้อยลง รวมถึงสามารถลดเวลาการทำงานต่อสัปดาห์ลงได้ และที่สำคัญยังสามารถเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

2.การเงินและการธนาคาร

การให้บริการทางด้านการเงินจะถูกหลอมลวมเข้ากับโทรคมนาคมเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากในช่วง 4G มีการหลอมรวมไปราว 70-80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ต่อไปนี้ในโลก 5G โลกการเงินกับโลกเทคโนโลยีและโทรคมนาคม จะแยกกันไม่ออกอีกต่อไป

ผลจากการหลอมรวมดังกล่าวจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ จำนวนมาก ไม่สามารถค้าขายและบริการแบบวิถีเดิมๆ ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ต้องปรับตัวด้วยการลดแรงงานมนุษย์และทรัพยากรด้านอาคาร เกิดการปิดสาขาบริการอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว ขณะที่การปล่อยสินเชื่อ การกู้ยืม การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของผู้บริโภค จะเริ่มถูกพิจารณาจากข้อมูลและระบบเอไอ ซึ่งแม่นยำและอาจยุติธรรมกว่าคน

 

(ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.)

 

3.โครงการทางด้านสังคม

เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ เราทราบกันดีว่าไทยเป็นประเทศที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำในทางสังคมและรายได้อย่างมาก ในอดีตผู้คนเลือกที่จะวิ่งเข้าหาภาคการผลิตในส่วนกลางหรือในเมืองหลวงเท่านั้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปถึง 5G การอพยพย้ายถิ่นฐานกลับไปทำงานในบ้านเกิดมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การเวิร์ค ฟอร์ม โฮม (Work from Home) ที่พวกเรากำลังเริ่มปรับตัวรับมือสถานการณ์โควิด-19 อนาคตก็จะเป็นเรื่องปกติหรือพบเห็นได้มากขึ้น

เรียนหรือทำงานที่ไหนก็ได้” คือเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนกว่าที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจต่างๆ จะเกิดขึ้นในชุมชน ตามมาด้วยการเคลื่อนไหวอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สมาร์ทฟาร์มมิ่ง เป็นต้น นี่คือสิ่งที่เราจะได้เห็นและทำให้ความเหลื่อมล้ำในภาคประชาชนลดลง

4.ด้านสาธารณสุข  

เป็นภาคส่วนที่มีความเหลื่อมล้ำในสังคมพอๆ กับภาคการศึกษา ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ชนบทเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้น้อยกว่าคนในเมือง การเข้ามาของ 5G จะเป็นจุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ หรือ HealthCare เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ตอนนี้ กสทช.ได้เดินหน้าทดสอบโครงการประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (Telehealth) ผ่าน 10 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยนำนวัตกรรมทางการแพทย์และระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการคัดกรองโรค ระบบให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางไกล เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์โดยไม่ต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ต้นทุนในการรักษาลดลง และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้ด้วย

โครงการนี้จะเน้นใน 4 โรคหลักคือ เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 75% ของคนไทย และโรคที่ขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่ โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน และโรคผิวหนัง โดยระบบ 5G จะทำให้แพทย์สามารถตรวจเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์และสั่งจ่ายยาได้เลย

5.ภาคการศึกษา

5G จะทำให้ทุกการเรียนรู้นั้นกว้าง ไกลและมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เยาวชนและผู้ต้องการเรียนรู้จะสามารถเข้าถึงข้อมูลและการศึกษาได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าส่วนกลาง เสียค่าใช้จ่ายมหาศาล หลังจากนี้ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน คุณก็จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัดเทียมกับคนในเมือง

6.โครงสร้างทางการเมือง

เราเห็นแล้วว่า ‘ระบบการหาเสียง’ ได้เปลี่ยนแปลงไปในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุด และกำลังจะเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมหลังจาก 5G  โดยนักการเมืองผู้ชนะ หนีไม่พ้นการพึ่งพาอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบ เข้าถึงผู้คนอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง คนที่อยู่ในระบบเดิมๆ และไม่ปรับตัวจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เช่นเดียวกันกับ ‘ระบบการเลือกตั้ง’ เมื่อ 5G เข้ามา การเลือกตั้งในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องขีดกากบาทผ่านกระดาษ แต่เป็นการลงทะเบียนเข้าคูหาโดยระบบเอไอ มีกล้องถ่ายภาพ ตรวจสอบและยืนยันตัวตน เทคโนโลยีเช่นนี้จะทำให้เกิดความยุติธรรม เกิดมาตรฐาน และระบบที่ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังถือช่วยลดต้นทุนด้านทรัพยากรคนและเวลาอีกด้วย

 

“จงอย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง” คือประโยคที่ เลขาธิการ กสทช.กล่าว ทิ้งท้ายว่า ทุกคนต้องรู้จักปรับตัว ปรับ Mindset ก้าวพ้นกับดัก มองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส ไม่ใช่จุดจบ หากพัฒนาและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เชื่อได้เลยว่าในที่สุดพวกเราจะยอมรับ กล้าเผชิญหน้าและได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงได้อย่างสบายใจ

 

 

ภาพประกอบจาก สำนักงาน กสทช. https://www.nbtc.go.th/

About the Author:

Corporate Communications
OPEN-TEC website uses cookies to give you the very best experience. Cookies also help us understand how our website is being used. If you continue without changing these settings on your browser, you consent to our Cookie Privacy Policy.