รู้จัก ไมเคิล อะราเน็ตตา คนสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทค

//รู้จัก ไมเคิล อะราเน็ตตา คนสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทค

รู้จัก ไมเคิล อะราเน็ตตา คนสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทค

By | 2018-08-29T20:05:41+00:00 June 1st, 2018|

วันนี้ OPEN-TEC มีโอกาสสนทนาแบบเป็นกันเองกับนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยแห่งวงการฟินเทคแถวหน้าระดับเอเชีย-แปซิฟิก “ไมเคิล อะราเน็ตตา” ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) ด้วยสไตล์การวิเคราะห์แบบเจาะลึกในประเด็นสำคัญๆ ทั้งกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร บวกกับประสบการณ์กว่า 10 ปี จึงทำให้ในแต่ละปี “อะราเน็ตตา” ได้รับเชิญพูดบนเวทีฟินเทคมาแล้วกว่า 50 ครั้ง

ด้วยบทบาทของนักวิเคราะห์และให้คำปรึกษาด้านการเงิน ส่งผลให้อะราเน็ตตามีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผู้คนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทีมนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางการเงินของ IDC ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ผู้บริหารและลูกค้าทั่วโลก รวมถึงมีส่วนร่วมกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในสถาบันการเงินชั้นนำ

จากสถิติ…อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมฟินเทค

“Open to Collaborate คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญซึ่งผมคิดว่ามันมีหลายเหตุผลที่ควรร่วมมือกันและมีหลายสถาบันร่วมมือกันมาเเล้ว หนึ่งในเหตุผลที่ว่าคือสถาบันการเงินจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมให้รวดเร็วกว่าเดิมและนวัตกรรมนั้นหาได้จากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ได้แก่ ฟินเทคสตาร์ทอัพ หรือแม้กระทั่งคู่เเข่ง ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินกำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ และเทคโนโลยีนั้นจะต้องใช้งานได้จริง พัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ถือเป็นการร่วมมือที่น่าจับตามองทีเดียว”

ไมเคิล อะราเน็ตตา กล่าวย้ำอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมการเงิน โดยอยากให้ผู้อ่านคิดตามไปพร้อมๆ กันว่า หากสถาบันการเงินถือทรัพยากรที่ตนเองคิดว่าเเข็งเเกร่งอยู่เเล้วจากการทำธุรกิจในปัจจุบัน อาทิ จาก Application Programming Interface (API) , ฐานผู้ใช้งาน รวมถึงช่องทางการตลาด ฯลฯ แต่สิ่งที่มีนั้นอาจยังไม่เพียงพอ เนื่องจากลูกค้ากำลังมองหาบริการหรือโซลูชันที่ดีกว่าเดิม ใช้งานได้รวดเร็วกว่าเดิม และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งฟินเทคสตาร์ทอัพอาจสามารถเข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าวได้ เนื่องจากมีจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวในการพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ที่รวดเร็วและมีความสามารถในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีความใกล้ชิดกับผู้ใช้งานฯลฯ ดังนั้นการผนึกกำลังหรือเกื้อกูลทรัพยากรซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่ายจะส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมฟินเทคไทย

“Open Banking” คีย์เวิร์ดคุ้นหู ที่รอการต่อยอดเป็นรูปธรรม

บางท่านยังไม่เห็นภาพชัดว่าความร่วมมือนั้นจะประสบผลสำเร็จได้อย่างไรและความสำเร็จนั้นมันมีหน้าตาเป็นเช่นใด ในบทสัมภาษณ์นี้ อะราเน็ตตาได้ยกตัวอย่างและกรอบการทำงานไว้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวว่าความร่วมมือที่ประสบผลสำเร็จนั้นเริ่มต้นได้ด้วยการทำ Open Banking ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เเต่ ณ ปัจจุบันมีพื้นฐานมาจาก 3 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย

1. การแยกบริการออกจากแพ็กเกจเดิม (Unbundling) และการเลือกบางส่วนเพื่อมารวมกันในรูปแบบใหม่ (Re-bundling)
2. การให้บริการโดยบุคคลที่สาม (services offered by 3rd parties)
3. การเชื่อมบุคคลที่สาม (connections to 3rd parties) เพื่อเปิด API และเเชร์การทำงานในบางฟังก์ชัน บางแอพพลิเคชัน และข้อมูลบางชนิด เป็นต้น

“การเปิดช่องทางการเชื่อมต่อของข้อมูลถือเป็นตัวช่วยในการการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การตั้งราคา การตลาด การกระจายสินค้าหรือบริการ การออกเครดิต การตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง ให้กับบุคคลที่ 3 ได้ ลองนึกดูว่าเมื่อสถาบันหรือบริษัทที่ไม่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมการเงินมาก่อน สามารถช่วยเปิดบัญชี หรือสร้างการกระจายการบริการของธนาคารในสถาบัน (เราเห็นได้จากประกันภัย) หรือการใช้หลักการ credit scoring ที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายบุคคลได้อีกด้วย ทั้งนี้ กรอบการทำงานนั้นขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการเริ่มต้นและการออกตัวที่มีคุณภาพของฟินเทคในประเทศไทย”

หมายเหตุ : Open Banking ได้แก่การทำ Open API โดยธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคารด้วยกัน พร้อมเปิดให้บุคคลที่ 3 อย่างผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) หรือบริษัท Fintech เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ หากได้รับการยินยอมจากลูกค้า

About the Author:

Corporate Communications
OPEN-TEC website uses cookies to give you the very best experience. Cookies also help us understand how our website is being used. If you continue without changing these settings on your browser, you consent to our Cookie Privacy Policy.